***ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 500 จุด หวั่นตอ.กลางเดือด หลังสหรัฐฯ - อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

 

ข่าวต่างประเทศ Monday March 2, 2026 06:25 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 500 จุดในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต

 

ณ เวลา 06.14 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลง 569 จุด หรือ -1.16% แตะที่ระดับ 48,431 จุด


สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ภายใต้ปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าวัตถุประสงค์หลักของการโจมตีคือการปกป้องชาวอเมริกันด้วยการกำจัดภัยคุกคามที่จวนตัวจากอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมอิสราเอลที่ระบุว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล


ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในภูมิภาคเป็นเป้าหมายโจมตีที่ชอบธรรม พร้อมระดมถล่มทรัพย์สินของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุระเบิดในหลายประเทศ อาทิ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย

 

ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า น่านฟ้าของอิหร่าน อิรัก คูเวต บาห์เรน และกาตาร์ ได้ถูกสั่งปิดหลังเกิดเหตุโจมตีอิหร่าน ขณะที่ข้อมูลจาก Cirium ซึ่งบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบิน ระบุว่า มีเที่ยวบินมากกว่า 1,800 เที่ยว ทั้งขาเข้าและขาออกจากประเทศในตะวันออกกลางถูกยกเลิกเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) และมีอีก 1,400 เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากภูมิภาคนี้ถูกยกเลิกในวันอาทิตย์ (1 มี.ค.)


สายการบินลุฟต์ฮันซา (Lufthansa Group) ได้ระงับเที่ยวบินไปยังอิสราเอล เลบานอน จอร์แดน อิรัก และอิหร่าน จนถึงวันที่ 7 มี.ค. ด้านสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดไปยังตะวันออกกลางในวันเสาร์ และต่อมาได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินระหว่างอินเดียกับทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีกำหนดการในวันอาทิตย์ ขณะที่ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (United Airlines) ระบุว่า


***น้ำมัน WTI พุ่งกว่า 8% หวั่นอุปทานชะงัก หลังสหรัฐฯ - อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

  

ข่าวต่างประเทศ Monday March 2, 2026 06:32 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 8% ในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต


ณ เวลา 06.26 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 5.92 ดอลลาร์ หรือ 8.83% แตะที่ 72.94 ดอลลาร์/บาร์เรล


รายงานล่าสุดระบุว่า เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ และบริษัทการค้าส่วนใหญ่ ได้ระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่ประกาศเตือนว่าอาจไม่อนุญาตให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะยังไม่มีการประกาศปิดอ่าวอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเตรียมพร้อมสูงสุดในภูมิภาค และความเสี่ยงที่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจลุกลามจนกลายเป็นเหตุปะทะที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือพาณิชย์


นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานจาก Rystad กล่าวว่า แม้เรือเหล่านี้จะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บ้าง แต่ผลกระทบจากการปิดช่องแคบแห่งนี้จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบมากถึง 8 - 10 ล้านบาร์เรล/วัน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันบางส่วนผ่านท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย และท่อส่งน้ำมันของอาบูดาบีแล้วก็ตาม

 

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์อิหร่านยังกระตุ้นให้รัฐบาลและโรงกลั่นในเอเชียเริ่มประเมินคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงเส้นทางการเดินเรือและแหล่งจัดหาทางเลือก โดยนักวิเคราะห์จาก Kpler กล่าวว่า อินเดียอาจหันไปหาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อชดเชยการสูญเสียอุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากตะวันออกกลาง


วิลเลียม แจ็กสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 0.7% โดยเฉพาะการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของทั้งโลก จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในทันที ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป


ส่วนในการประชุมนโยบายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) กลุ่มโอเปกพลัสมีมติเห็นชอบให้กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้งในเดือนหน้าที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากสงครามในอิหร่านซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง


การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มตลาดโลก


***ทองฟิวเจอร์พุ่งกว่า $100 นลท.แห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังสหรัฐฯ - อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

 

ข่าวต่างประเทศ Monday March 2, 2026 06:41 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


ราคาทองฟิวเจอร์พุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนรุกซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต


ณ เวลา 06.34 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 120.90 ดอลลาร์ หรือ 2.30% แตะที่ 5,368.80 ดอลลาร์/ออนซ์


สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ภายใต้ปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าวัตถุประสงค์หลักของการโจมตีคือการปกป้องชาวอเมริกันด้วยการกำจัดภัยคุกคามที่จวนตัวจากอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมอิสราเอลที่ระบุว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล


อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า วาทกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการเปลี่ยนรัฐบาลและอำนาจการปกครองในอิหร่านผ่านการใช้กำลังทหาร เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนี้แตกต่างจากการโจมตีฐานผลิตนิวเคลียร์ใต้ดินในปี 2568 เพราะครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่เขตเมืองและที่ตั้งหน่วยงานระดับแกนนำหลายจุด

 

ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในภูมิภาคเป็นเป้าหมายโจมตีที่ชอบธรรม พร้อมระดมถล่มทรัพย์สินของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุระเบิดในหลายประเทศ อาทิ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย


นอกจากนี้มีรายงานว่า กรมการขนส่งทางทะเลของสหรัฐฯ (MARAD) ออกประกาศเตือนให้เรือพาณิชย์ โดยเฉพาะเรือที่ชักธงสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำใกล้เคียง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรง


การประกาศดังกล่าวระบุถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และทะเลอาหรับ ซึ่งเชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ และความเป็นไปได้ที่กองกำลังอิหร่านอาจตอบโต้ โดยเจ้าหน้าที่ MARAD เน้นย้ำว่า แม้จะเป็นการเดินเรือพาณิชย์ตามปกติ ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกระบุตัวตนผิดพลาด หรือได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางทหารในภูมิภาค