| คุยหลังไมค์...วิเคราะห์ซื้อขายยางจริง(ล่วงหน้า)โดย ทีมงาน"ราคายางดอทคอม" | |||
| ประจำวัน พุธ ที่ | 25 | มีนาคม 2569 | |
| Contract Month | Last | THB | หลังหักค่าใช้จ่าย |
| RSS3 | |||
| เม.ย.-26 | 236.5 | 77.31 | 71-73 บาท เฉลี่ย 72 บาท |
| พ.ค.-26 | ﹣ | 0 | ไม่จับคู่สัญญา |
| มิ.ย.-26 | 232.1 | 75.87 | 70-72 บาท เฉลี่ย 71 บาท |
| TSR20 | |||
| เม.ย.-26 | 197.0 | 64.40 | 55-57 บาท เฉลี่ย 56 บาท |
| พ.ค.-26 | 195.8 | 64.00 | 55-57 บาท เฉลี่ย 56 บาท |
| มิ.ย.-26 | 195.9 | 64.04 | 55-57 บาท เฉลี่ย 56 บาท |
| หมายเหตุ อ้างอิงโดยตลาดยาง SICOM | |||
ราคายาง>>>สำหรับแนวโน้มระยะยาวในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า คาดว่าราคายางมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้นได้ จากผลผลิตยางของไทยที่ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยผลผลิตยางไทยลดลงแล้วราว 30% จากปี 2561 และมีแนวโน้มลดลงถึง 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหลักมาจากภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และชัดเจนในปี 2570 รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกยางที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า ท่ามกลางความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นตาม โดยราคาน้ำยางข้นล่าสุดอยู่ที่ 72.6 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 37.8% ตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ STA ซึ่งมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำยางราว 80–90% ให้กับบริษัทในเครืออย่างบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ส่งผลให้ STGT มีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตในมาเลเซียเผชิญปัญหาขาดแคลนยางสังเคราะห์
นอกจากนี้ STGT ยังสามารถปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตจากถุงมือยางไนไตรล์ซึ่งคิดเป็น 30% ของรายได้รวม ไปสู่การผลิตถุงมือยางธรรมชาติได้ในสัดส่วน 85–90% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 70% ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และได้รับผลกระทบจำกัดจากภาวะวัตถุดิบตึงตัว สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ราคายางในตลาด SICOM คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 190–210 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมองว่าความเสี่ยงด้านราคาปรับลดมีจำกัด เนื่องจากระดับ 175 –180 เซนต์ต่อกิโลกรัมเป็นต้นทุนการผลิตของแอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ขณะที่หากราคาปรับสูงเกิน 210 เซนต์ต่อกิโลกรัม อาจส่งผลลบต่อผู้ผลิตล้อ
ทั้งนี้ มองว่าในระยะสั้นโอกาสที่ราคายางจะปรับขึ้นยังเปิดกว้าง จากผลกระทบของสงครามที่ทำให้ราคายางสังเคราะห์ SBR ปรับขึ้นแตะระดับ 220–240 เซนต์ต่อกิโลกรัม ประกอบกับอุปทานยางธรรมชาติที่ลดลงตามฤดูกาลปิดกรีดยางของไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม
ราคายางพาราลดลงหลังจากมีการขายทำกำไรในระดับสูง ซึ่งบ่งชี้ถึงปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอลง ส่วนต่างราคายางพาราแคบลง ควรให้ความสนใจกับการไหลเวียนของเงินทุน ในด้านอุปทาน พื้นที่การผลิตในมณฑลยูนนานเริ่มกรีดยางเร็วกว่ากำหนด ควรติดตามราคาน้ำยาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยได้รับปริมาณน้ำฝน และสภาพทางชีววิทยาในพื้นที่การผลิตเป็นปกติในขณะนี้ คาดว่าจะเริ่มกรีดยางในภาคเหนือในช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ในเวียดนาม สภาพอากาศแจ่มใส และใบยางพารากำลังเจริญเติบโตได้ดี คาดว่าจะเริ่มทดลองกรีดยางขนาดเล็กในช่วงต้นเดือนเมษายน ในด้านสินค้าคงคลัง สินค้าคงคลังยางธรรมชาติของจีนลดลง ควรติดตามความยั่งยืน ในด้านอุปสงค์ บริษัทผลิตยางรถยนต์ในประเทศกลับมาดำเนินงานได้อย่างราบรื่นหลังเทศกาลตรุษจีน แต่ความคาดหวังของตลาดสำหรับคำสั่งซื้อในอนาคตลดลง ควรติดตามผลกระทบที่แท้จริงต่อการส่งออก แนวโน้มราคาระยะยาวของยางธรรมชาติมีลักษณะของการแตะจุดต่ำสุดแล้วปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้นอ่อนแอลง และคาดว่าจะมีการลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับสูง ตามด้วยการฟื้นตัวชั่วคราว
[กลยุทธ์การซื้อขาย] คาดว่าตลาดจะทรงตัวในกรอบกว้างในระยะกลาง โดยคาดว่าจะมีการดีดตัวขึ้นในระยะสั้น
[คำเตือนความเสี่ยง] ปริมาณสินค้าขาเข้าเกินความคาดหมาย คำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกลดลง ความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจมหภาค
***เทียบตลาดยางนอกที่ใช้อ้างอิงในการเปิดราคาโดยมีเงินบาทอยู่ที่ 32.73 บาทได้ดังนี้***
หากคำนวณราคาปิดวันนี้เพื่อดูแนวโน้มราคาเปิดของโรงงานพรุ่งนี้ คาดว่าโรงงานจะเปิด"ราคาแผ่นรมควัน"ได้ในกรอบ 70-72 บาท เฉลี่ย 71 บาท
หากคำนวณราคาปิดวันนี้เพื่อดูแนวโน้มราคาเปิดของโรงงานพรุ่งนี้ คาดว่าโรงงานจะเปิด"ราคาแผ่นดิบ"ได้ในกรอบ 68-70 บาท เฉลี่ย 69 บาท
หากคำนวณราคาปิดวันนี้เพื่อดูแนวโน้มราคาเปิดของโรงงานพรุ่งนี้ คาดว่าโรงงานจะเปิด"ราคาเศษยาง"ได้ในกรอบ 55-57 บาท เฉลี่ย 56 บาท


จัดทำโดย www.rakayang.net