ตอบ

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
(Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
Restrictions: 4 per post, maximum total size 192KB, maximum individual size 128KB
Verification:
กรุณาพิมพ์ชื่อนี้ Rakayang เป็น???าษาไทย:

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: Rakayang.Com
« เมื่อ: กันยายน 17, 2015, 04:25:07 PM »

ตัวแปรใหม่...ฉุด "ราคายาง"ดิ่งเหว

วันที่ 17 กันยายน  พ.ศ. 2558 เวลา 00:12 น.


เมืองไทย 25 น.
 
  ทวี มีเงิน
 

  จนถึงวันนี้สถานการณ์ราคายางในประเทศยังคงล้มลุกคลุกคลานหัวทิ่มตำไม่เห็น อนาคตเมื่อต้นปีราคาเคยพุ่งสูง 60 บาทกว่าต่อกิโลฯทุกวันนี้เหลือแค่ 40 กว่าบาท
 
 
 อย่างที่รู้กัน ผลพวงมาจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ราคาน้ำมันในตลาดโลก ดิ่งเหวส่งผลให้ราคายางธรรมชาติดิ่งตามโดยอัตโนมัติ ผสมโรงกับยางแผ่นรมควันที่อยู่ในสต๊อกระบายไม่ออกเหลือบานเบอะ 3 แสนกว่าตัน
 
 
  แต่ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้มีปัจจัยที่คาดไม่ถึง เป็นผลพวงมาจาก "พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย" ฉบับใหม่ประกาศใช้เมื่อ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้รวมสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (กสย.) องค์การสวนยาง (อสย.) และสถาบันวิจัยยางบางส่วน เข้าด้วยกันในนาม "การยางแห่งประเทศไทย"
 
 
  จนถึงวันนี้ยังวุ่นวาย ยังจัดโครงสร้างองค์กร จัดสรรตำแหน่งไม่ลงตัว ไม่รู้ว่าใครจะอยู่ตรงไหนหรืออีกนัยหนึ่งต้องบอกว่า ยังทะเลาะเรื่องตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ ไม่เลิก
 
 
 สถานการณ์ ในการยางฯ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาจึงมีแต่ความวุ่นวายปั่นป่วน ไม่มีใครทำงาน ทุกอย่างนิ่งสนิท งานไม่เดิน หรือเดินก็ต่างคนต่างเดินทางใครทางมัน
 
 
  มิหนำซ้ำหลังจาก "อำนวย ปะติเส" ต้องพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่มีใครมาดูแลแทน กลายเป็นช่วง "สุญญากาศ" จึงหาคนทุบโต๊ะไม่ได้
 
 ส่วนผู้ว่าการยางฯ คนแรก "วีระศักดิ์ ขวัญเมือง" ก็ เป็นคนนอกมาจากกองทุนอ้อยและน้ำตาล เคยบริหารคนแค่ 10 กว่าคนแต่ต้องมาดูแลคนเกือบๆ 3 พันคน ประกอบกับธรรมชาติของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลกับยางพารานั้นก็ต่างกันลิบลับ
 
 
 จึงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
 
 
  ขณะที่โครงสร้างคณะกรรมการประกอบด้วย ข้าราชการถึง 7 คน แต่ละคนล้วนเป็นระดับบิ๊กๆ ไม่มีรู้เรื่องยางจริงๆ แถมไม่มีเวลามาดูแล ที่เหลือมาจากผู้ชำนาญการ 1 คน ผู้ประกอบการ 1 คน
 
 
 แม้ จะมีผู้แทนเกษตรกรสวนยางอีก 5 คน แต่จะหวังพึ่งองค์กรชาวสวนยางมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเหมือนที่ผ่านๆ มาก็ลำบากเพราะก็โดนปิดปากจากพ.ร.บ.ใหม่ ที่มีเงินอุดหนุนให้กับสถาบันเกษตรกร 3% ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
 
 กลายเป็นน้ำท่วมปาก พลังที่เคยเข้มแข็งก็กลายเป็นองค์กรที่อ่อนโยน
 
 
  ชาวสวนยางรายย่อยถูกลอยแพ ไม่รู้ต้องก้มหน้ารับกรรมราคายางกิโลกรัมละ 40 บาทไปอีกนานแค่ไหน